ประเภทของเครื่องดนตรีไทยและสากล

เครื่องดนตรีไทยและเครื่องดนตรีสากล มีวิธีการจัดแบ่งประเภทต่างกันและจัดแบ่งประเภทต่างกันดังนี้
ประเภทของเครื่องดนตรีไทย
     แบ่งตามวิธีการที่ทำให้เกิดเสียงได้ 4 ประเภท คือ
  1. เครื่องดีด เช่น กระจับปี่ จะเข้ พิณน้ำเต้า พิณเพียะ พิณอีสาน ซึง(ภาคเหนือ)
  2. เครื่องสี เช่น ซอด้วง ซออู้ ซอสามสาย สะล้อ(เหนือ) ซอกันตรึม(อีสาน)
  3. เครื่องตี แบ่งเป็น 3 พวก คือ
     3.1 พวกที่ทำด้วยไม้ เช่น ระนาดเอก ระนาดทุ้ม กรับ เกราะ โกร่ง กั๊บแก๊บ โปงลาง
     3.2 พวกที่ทำด้วยโลหะ เช่น ระนาดเหล็ก ฆ้องวง ฉิ่ง ฉาบ โหม่ง ขิม มโหระทึก(กลองชนิดหนึ่งที่หน้ากลองขึงด้วยโลหะ)
     3.3 พวกที่ขึงด้วยหนัง เช่น กลองประเภทต่าง ๆ
  4. เครื่องเป่า ได้แก่พวกปี่และขลุ่ย
     4.1 พวกปี่ เช่น ปีนอก ปี่ใน ปี่ชวา
     4.2 พวกขลุ่ย เช่น ขลุ่ยอู้ ขลุ่ยเพียงออ ขลุ่ยหลีบ ขลุ่ยกรวด (เสียงสากล) ขลุ่ยนก
ประเภทเครื่องดนตรีสากล(ดาวน์โหลดเอกสารที่นี่)
      แบ่งตามวิธีการทำให้เกิดเสียงและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการประดิษฐ์ได้ 5 ประเภทคือ
  1. เครื่องสายแบ่งเป็น ประเภทสีและดีด เช่น กีตาร์ เบส ไวโอลิน วิโอล่า เชลโล ดับเบิ้ลเบส เบนโจ แมนโดลิน อะคูเลเล ฮาร์พ
  2. เครื่องเป่าทองเหลือง ได้แก่พวกแตร เช่น ทรัมเป็ต คอร์เน็ต ทูบา ซูซาโฟน ทรอมโบน ยูโฟเนียม บาริโทน ฮอร์น
  3. เครื่องเป่าลมไม้ เช่น แซกโซโฟน คลาริเน็ต ฟลุ้ต ปิคโคโล เรคคอร์เดอร์ โอโบ บาสซูน
  4. เครื่องคีย์บอร์ด เช่น เปียโน ออร์แกน อิเลคโทน(เป็นเครื่องดนตรีที่สามารถเล่นได้ทั้งเสียงกลอง เสียงคอร์ด เสียงโซโล อยู่ในตัวเดียวเหมือนกับวงดนตรีทั้งวง) แอคคอร์เดี้ยน เมโลเดี้ยน
  5. เครื่องกำกับจังหวะหรือเครื่องกระทบ เช่น กลองชนิดต่าง ๆ ฉาบ ไฮแฮท ไซโลโฟน เบลไลร่า
ประเด็นคำถาม
       1. การจัดแบ่งประเภทของเครื่องดนตรีไทยและเครื่องดนตรีสากลมีวิธีการจัดแบ่งที่แตกต่างกันอย่างไร ?
       2. เครื่องดนตรีไทยจัดแบ่งประเภทได้กี่ประเภทแต่ละประเภทมีอะไรบ้าง ?
       3. เครื่องดนตรีสากลจัดแบ่งประเภทได้กี่ประเภทแต่ละประเภทมีอะไรบ้าง ?
      
กิจกรรมเสนอแนะ
       1. ควรจำรูปร่างลักษณะของเครื่องแต่ละประเภทให้ได้
       2. ให้ไปศึกษารูปร่างลักษณะ เสียงและวิธีการบรรเลงได้ที่เว็บครูดนตรีทูปดอทคอม http://www.krudontreetube.com

 

 การบูรณาการกับสาระการเรียนรูอื่น ๆ
       1. กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม : ประวัติความเป็นมาของเครื่องดนตรีแต่ละประเภท
       2. กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย : ทักษะการฟัง, ทักษะการเขียน
       3. กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ : คำศัพท์ชื่อเครื่องดนตรีสากล
       4. กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ : ทักษะการจำ (จำรูปร่างและจำเสียง)
       5. กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา : การพัฒนาตน การพัฒนาบุคลิกภาพ

แหล่งศึกษาเพิ่มเติม
       1. เว็บครูดนตรีทูป
       2. บล็อกครูดนตรี

Share |
  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

เพลงกล่อมลูก ท่วงทำนองแห่งรักจากแม่

เพลงกล่อมลูก ท่วงทำนองแห่งรักจากแม่
(โดย ผู้จัดการออนไลน์ 11 สิงหาคม 2549 )

??????หากลองนึกย้อนกลับไปในวัยเด็กคุณยังจำอ้อมกอดอบอุ่นบนอกในอ้อมแขนของแม่ได้ไหม แม่โอบกอดเราอย่างเบามือ เห่กล่อม พัดวี ยุงริ้นไม่ให้ต้องผิวกาย ทะนุถนอมกล่อมเกลาด้วยความรัก น้ำเสียงของแม่ อ้อมกอดของแม่อบอุ่น ช่วยให้ลูกน้อยอุ่นใจ ผ่อนคลาย รู้สึก ปลอดภัยและหลับใหลอย่างเป็นสุข?ขณะที่พ่อแม่จำนวนมากในยุคนี้ละเลยทิ้งลูกไว้กับเสียงเพลงจากแผ่นซีดี หรือเปิดนิทานจากเทปให้ลูกฟังบ้างให้ความสนใจกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยด้วยดนตรีของ โมสาร์ท จนลืมไปแล้วว่า เรามี เพลงกล่อมลูก ภูมิปัญญาไทย ที่สั่งสมถ่ายทอดต่อๆ กันมาตั้งแต่ครั้งอดีต ซึ่งเป็นท่วงทำนองแห่งรักจากแม่ที่ผูกเกี่ยวสายใยความอบอุ่นด้วยสัมผัสทางตา หู กายใจ????? รศ.โสภนา ศรีจำปา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายที่มาของเพลงกล่อมลูกว่าเพลงกล่อมลูกถือเป็นคติชาวบ้านที่ใช้ภาษาเป็นสื่อ เป็นวรรณกรรมที่ไม่มีการเขียนหรือบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร แต่อาศัยการท่องจำและบอกเล่าต่อๆ กันมา ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ตามธรรมชาติที่แม่ได้ถ่ายทอดความรัก ความอบอุ่น ห่วงใยไปตามกระแสเสียงส่งถึงลูกน้อย????? บทเพลงกล่อมลูกมักมีท่วงทำนองเห่กล่อมแช่มช้าละมุนละไมอ่อนโยนเพื่อให้เด็กหลับง่าย และหลับอย่างเป็นสุข เนื้อหาถ้อยคำมักสะท้อนความเป็นอยู่ วิถีชีวิต นิทานพื้นบ้าน ที่มีความหมายในเชิงอบรมสั่งสอนพรรณนาความรักความผูกผันและฟูมฟักให้เด็กซึมซับความเป็นเด็กดี เป็นคนดีของสังคม

????? นอกจากนี้ เพลงกล่อมลูกของไทยในแต่ละภาคก็มีท่วงทำนองและเนื้อร้องที่แตกต่างกันไปด้วย อย่างทางภาคเหนือก็จะเรียกว่า เพลงอื่อลูก ทางอีสานเรียกว่า เพลงนอนสาหล่า ส่วนทางใต้จะเรียกว่า เพลงชาน้อง หรือ เพลงช้าน้อง และทางภาคกลางจะเรียก เพลงกล่อมลูก หรือ เพลงกล่อมเด็ก นั่นเอง

????? กระนั้น แม้ว่าเพลงกล่อมลูกในแต่ละภาคของไทยเราจะมีเนื้อหาท่วงทำนองที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะสำเนียงการร้องที่ใช้ภาษาถิ่นของตนเอง แต่สิ่งหนึ่งที่คล้ายคลึงกันคือจังหวะและอารมณ์ของแม่ที่มุ่งหวังให้ลูกรู้สึกอบอุ่น และนอนหลับอย่างสบายใจ

????? ทุกวันนี้เพลงกล่อมลูกค่อยๆ เลือนหายไป พ่อแม่ยุคใหม่มักเลือกเปิดเพลงให้ลูกฟัง ถึงแม้ประโยชน์ที่ได้รับจะไม่แตกต่างกันมากนัก แต่สิ่งที่ละเลยไม่ได้คือสัมผัสของความรักความอบอุ่น รวมถึงการอนุรักษ์ ฟื้นฟูเพลงกล่อมลูกซึ่งเป็นศิลปวัฒนธรรมของไทย

????? สำหรับเด็กรุ่นใหม่ก็มีน้อยคนนักที่จะรู้จักเพลงกล่อมเด็ก และนี่เป็นเสียงเล็กๆ ของเด็กๆ จำนวนหนึ่งที่รักชอบศิลปวัฒนธรรมและเห็นคุณค่าของเพลงกล่อมเด็ก

????? จิราพรรณ พินิจมนตรี หรือ น้องยุ้ย อายุ 18 ปี นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนน้ำพองศึกษา จ. ขอนแก่น หนึ่งในผู้แข่งขันซึ่งคว้ารางวัลชนะเลิศ ประเภทนักเรียนนักศึกษา ภาคอีสานใน โครงการประกวดขับร้องเพลงกล่อมลูก 4 ภาค ของ ม.มหิดลบอกเล่าความรู้สึกว่า พ่อแม่ยุคใหม่อาจไม่ให้ความสำคัญกับเพลงกล่อมเด็กเหลือเพียงย่า ยายเท่านั้นที่ยังคงร้องเพลงกล่อมลูกหลานได้อยู่ซึ่งแท้จริงแล้วเพลงกล่อมลูกมีความสำคัญมากไม่ต่างกันกับการอ่านหนังสือให้ลูกฟัง แต่การร้องเพลงเด็กจะได้วัฒนธรรมประเพณีผ่านทำนองรวมทั้งการใช้คำที่คล้องจองกันทำให้เด็กเกิดการจดจำมากขึ้น

????? ตอนเด็ก ๆ แม่ก็ร้องเพลงกล่อมหนูและน้องเหมือนกัน โดยแม่จะไม่ได้ร้องเน้นทำนอง เนื้อร้อง ตามแบบฉบับของเพลงกล่อมลูก แม่สร้างทำนองและเนื้อร้องเองที่จำได้แม่มักเริ่มร้องว่า…นอนสาหล่าหลับตาแม่สิกล่อม…แม่ร้องเล่าเรื่องไปเรื่อย ๆ จนหนูหลับ

????? จิราพรรณ ยังบอกอีกว่า เนื้อหาเอกลักษณ์ของเพลงกล่อมลูกอีสานมักจะเล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ของลูกอีสาน การทำงาน วัวควายไร่นา พูดถึงการเลี้ยงลูก ดูแล
การขับกล่อมบางคราวก็มีลักษณะขู่ให้เด็กกลัว ชวนให้นอน เคลิบเคลิ้ม ทั้งปลอบและขู่ในเวลาเดียวกัน ที่สำคัญมีการสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมให้เด็กได้เพลิดเพลินและหลับไปในที่สุด

????? ส่วนทัศนะของจิรพรรณหากอนาคตเธอมีครอบครัวแน่นอนว่าเธอจะแบ่งเวลาให้กับลูกและร้องเพลงกล่อมลูกแน่นอน ครั้งนี้ถือเป็นการสร้างโอกาสที่ดีให้เด็กได้เรียนรู้และรู้จักคุณค่าของเพลงกล่อมลูก พร้อมกับการเผยแพร่อนุรักษ์วัฒนธรรมไทยด้วย

????? ขณะที่คุณแม่ซึ่งขณะนี้พ่วงตำแหน่งคุณย่าวัย 55 ปี ชาว จ. เชียงใหม่ เจ้าของแชมป์ ประเภทประชาชนทั่วไป ภาคเหนือ ในเวทีเดียวกัน สมศรี ชัยวงศ์ บอกว่า ตอนนี้ร้องเพลงกล่อมหลานนอนตลอด เป็นเพลงอื่อ ซึ่งช่วยให้เด็กไม่ดื้อ ไม่กวน เป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่าย ผู้ร้องก็สุขสบายใจ

????? มีลูกชาย 2 คน ก็ร้องเพลงกล่อมมาตั้งแต่เด็ก ไกวเปล ผูกติดขื่อบ้านโยงเชือกยาวๆ สูง แกว่งไกว บางทีลูกเกาะเปลไม่หลับแต่เราหลับก่อนลูกก็มี ตอนนั้นเป็นข้าราชการครูแต่ด้วยโรงเรียนอยู่ใกล้บ้าน ก่อนออกไปทำงานก็ต้องคอยดูจนกว่าลูกจะหลับก่อนแล้วค่อยออกไป ส่วนกลางวันก็กลับมาให้นม ไม่ว่าเราจะทำอะไรอยู่เราก็จะร้องเพลงเพื่อให้รู้ว่าแม่อยู่ใกล้ๆ ทั้งเช้ากลางวัน เย็น คอยดูแลลูกไม่ห่าง ทำให้ลูกติดเรามาก ติดจนโตเป็นหนุ่มเป็นสาวก็ยังติดแม่เพราะเราให้ ความอบอุ่นใกล้ชิดลูก

????? สมศรี ทิ้งท้ายว่า เพลงกล่อมเด็กมีคุณค่าและคุณประโยชน์อย่างยิ่ง กระทรวงวัฒนธรรมหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะมีส่วนส่งเสริม ไม่เพียงนอกจากมีเทศกาลก็จะทำพักเดียว อยากให้ช่วยสนับสนุน

Share |
  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS

วิวัฒนาการดนตรีสากล (ตอนที่ 1/9) สมัยกรีก

เนื้อหาเหมาะสำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 4 (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6) และผู้สนใจทั่วไป

วีดีโอจาก Youtube : http://www.youtube.com/watch?v=1v3fJSn-oPo

 


วิวัฒนาการดนตรีสากลมัยกรีก

 

          อารยธรรมโบราณทางภาคพื้น ยุโรปตะวันออก เกิดทีหลังภาคพื้นเอเชียตะวันออกซึ่งเกิดขึ้นก่อนคริสต์ศักราช 3,000 ปี ความเจริญในศิลปวัฒนธรรมของยุโรปตะวันออกเกิดขึ้นเมื่อ1,000ปีก่อนคริสต์ศักราช ความเจริญดังกล่าว สูงสุดอยู่ที่ประเทศกรีกซึ่งยกย่องดนตรีเป็นสิ่งศักดิ์สิทธ์สามารถใช้ในการชำระล้างบาป และมลทินทางใจได้สามารถรักษาบำบัดโรคภัยไข้เจ็บได้ นอกจากนี้ดนตรียังได้รับการยกย่องเป็นศิลปะชั้นสูงควรแก่การศึกษาวัฒนธรรมตะวันตกถูกผูกติดอยู่กับชาวกรีกโบราณและชาวโรมันอย่างปฎิเสธไม่ได้ความสมบูรณ์ความยอดเยี่ยมของความสวยงามและศิลปะมีต้นกำเนิดจากกรีก รวมทั้งทางปรัชญาของกรีก

         ประวัติของดนตรีกรีกโบราณตั้งแต่เริ่มต้นถึง 330 ปี ก่อนคริสต์กาล(330 B.C;) เมื่อ วัฒนธรรมของกรีกแยกเป็น 2 สาย กล่าวคือ

         สายที่ 1 ทางตะวันออก (Alexander the Great) และ

         สายที่ 2 ทางตะวันตก (ตามชาวโรมัน)

         นอกจากนี้ดนตรีกรีกยังแบ่งออกเป็นยุดต่าง ๆ ได้ดังนี้

          1. Mythical Period จากเริ่มต้นถึง 1,000 ปี ก่อนคริสต์กาล (1,000 B.C.) ในสมัยนี้ได้สูญหายไปในความลึกลับของศาสตร์แห่งเทพนิยายกรีก ดนตรีประเภทนี้ใช้ประกอบพิธีกรรมของลัทธิเทพเจ้าอพอลโล (Apollo) ผู้เป็นเจ้าแห่งแสงสว่าง ซึ่งรวมถึงความมีเหตุผลและวินัยถือความถูกต้องชัดเจนและการดำเนินชีวิตตามทางสายกลาง เครื่องดนตรีที่ใช้ คือ พิณไลร่า (Lyre) ?

           ส่วนพิธีกรรมของเทพเจ้าไดโอนีซัส (Dionysus) นั้นถือว่าเป็นไปในทางตรงกันข้ามคือสื่อถึงความป่าเถื่อนอึกทึกครึกโครม สนุกสนาน ความลึกลับ และความมืดเทพนิยายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับดนตรีคือ บรรดาเทพ 9 องค์ เป็นธิดาของเทพเจ้าซีอุส ซึ่งเป็นเทพประจำสรรพวิทยาและศาสตร์แต่ละชนิด

           2. Homeric Period 1,000 ? 700 (B.C) โฮเมอร์ (Homer) เป็นผู้ก่อตั้งสมัยนี้ และในสมัยนี้มีบทร้อยกรอง ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชนชาติ เกิดขึ้นจากการเดินทางผจญภัยของโฮเมอร์ ต่อมาบทร้อยกรองหรือ มหากาพย์ของโฮเมอร์ ได้กลายเป็นวรรณคดีสำคัญซึ่งชาวกรีกนำมาขับร้อง ผู้ที่ขับร้องมหากาพย์จะดีดพิณลร่า (Lyra) คลอการขับร้อง ลักษณะการขับร้องนี้เรียกว่าบาดส์ (Bards) ศิลปินเหล่านี้พำนักอยู่ตามคฤหาสน์ของขุนนางถือเป็นนักดนตรีอาชีพ ขับกล่อมบทมหากาพย์โดยใช้ทำนองโบราณซึ่งเป็นท่อนสั้น ๆ แต่มีการแปรทำนองหลายแบบ นอกจากนี้ยังมีดนตรีพื้นเมือง (Folk songs) ซึ่งมีลักษณะเป็นเพลงของพวกเลี้ยงแกะที่เป่า Panpipes (เครื่องดนตรีชนิดหนึ่งคล้ายแคน) เพื่อกล่อมฝูงแกะและยังมีดนตรีของชาวเมืองในลักษณะของคณะนักร้อง (Chorus) ขับร้องเพลงในพิธีทางศาสนาต่าง ๆ เช่น พิธีแต่งงาน พิธีศพ ฯลฯ หรือในโอกาสต่าง ๆ เช่นในงานฉลองชัยชนะเป็นต้นคณะนักร้องสมัครเล่นเหล่านี้มักจะจ้างพวกบาดส์ให้มาดีดคีธารา (Kithara) คลอประกอบ

              3. Archaic Period 700-550 B.C. ศิลปะส่วนใหญ่มีการเริ่มต้นขั้นพื้นฐานในช่วงสมัยนี้และได้มีการพัฒนาขึ้นในสมัยคลาสสิกเกิดความนิยมรูปแบบกวีนิพนธ์ที่เรียกว่า ?ลีริก? (Lyric) และการแสดงออกจากการระบายอารมณ์ในใจของกวี (Music expressing sentiments) ไม่ว่าจะเป็นความยินดี หรือ ความทุกข์ระทมอันเกิดจากความรัก ความชัง ความชื่นชมต่อความงามของฤดูใบไม้ผลิ ความประทับใจในความงามของค่ำคืนในฤดูร้อนหรือความสำนึกส่วนตัวของกวีที่มีต่อสังคม ต่อชาติรวมความแล้วกวีนิพนธ์แบบลีริก(Lyric)นี้เอื้อให้กวีได้แสดงความรู้สึกส่วนตนได้อย่างเต็มที่ การร้องเพลงประกอบระบำที่เรียกว่าไดธีแรมบ์ (Dithyramb) เป็นเพลงที่ใช้บวงสรวงและเฉลิมฉลองให้แก่่เทพเจ้าไดโอนิซุสซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์เป็นการขับร้องเพลงประสานเสียง ที่มีต้นกำเนิดโดยนักร้องชาย 12 คน ต่อมาได้มีการพัฒนาปรับปรุงโดย Arion ได้เพิ่มจำนวนนักร้องเป็น 50 คน

และกำหนดให้มีนักร้องนำ 1 คน

            4. Classical Period 550-440 B.C. โชไรเลส (Choeriles) พีนีซุส (Phrynichus)พาตินุส (Pratinas) และเธสพิส (Thespis) ได้พัฒนาการร้องเพลงประกอบระบำที่เรียกว่าไดธีแรมบ์ (Dithyramb) กล่าวคือได้มีการร้องเพลงโต้ตอบกับกลุ่มคอรัสทำให้การแสดงกลายรูปเป็นในลักษณะการสนทนาโต้ตอบกัน แทนที่จะเป็นการเล่าเรื่องโดยการบรรยายอยู่ฝ่ายเดียว พวกเขายังช่วยสร้างให้เกิดวัฒนธรรมของกรีกโบราณคือ การละคร (Drama) เป็นรูปแบบการแสดงที่มีการผสมผสานศิลปะการเต้นรำและดนตรีเข้าด้วยกันได้อย่างสมดุลย์

          ในสมัยนี้ได้มีการสร้างโรงละครกลางแจ้ง ตั้งอยู่ระหว่างซอกเขาที่มีเนินลาดโอบล้อมอยู่สามด้านเป็นอัฒจันทร์ที่นั่งคนดูซึ่งจุคนได้เป็นจำนวนมากและยังเห็นการแสดงได้ชัดเจนไม่มีการบังกัน อัฒจันทร์คนดูนี้เซาะเป็นขั้นบันไดสูงขึ้นไปตามไหล่เขาที่ลาดชันโดยโอบล้อมบริเวณที่ใช้แสดงเป็นพื้นที่ราบอยู่ต่ำลงไปเป็นรูปวงกลมหรือครึ่งวงกลม ซึ่งเรียกบริเวณว่าออร์เคสตรา (Orchestra) ใช้เป็นที่แสดงของพวกคอรัสซึ่งยังคงความนิยมติดมากับการแสดง

              5. Hellinistic Period 440-330 B.C. ลักษณะของการละครสมัยนี้เริ่มไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากว่ามีการพัฒนารูปแบบใหม่ ๆ เข้ามาซึ่งเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการละคร ในสมัยนี้ศิลปะและบทประพันธ์ร้อยกรองต่าง ๆ มีการพัฒนาแยกออกจากดนตรีมีนักปราชญ์ทางดนตรีหลายคน การค้นพบกฎพื้นฐานของเสียงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาและคณิตศาสตร์ ซึ่งนักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์นามกระเดื่องของกรีกคือ ไพธากอรัส (Pythagoras) เป็นผู้วาง กฎเกณฑ์ไว้้ โดยการทดลองเกี่ยวกับการสั่นสะเทือนของเสียงจากความสั้น – ยาวของสายที่ขึงไว้ ไพธากอรัสค้นพบวิธีที่จะสร้างระยะขั้นคู่เสียงต่าง ๆ รวมทั้งระยะขั้นคู่ 8 ซึ่งเป็นหลักที่สำคัญของบันไดเสียงของดนตรีตะวันตก นักคิดรุ่นต่อ ๆ มาได้พัฒนาทฤษฎีดนตรีของกรีกจนได้เป็นระบบที่สลับซับซ้อนที่รู้จักกันในนามของโมด (Mode) ซึ่งได้แก่บันไดเสียงทางดนตรีที่ใช้ในการชักจูงให้ผู้ฟังมีความรู้สึกต่าง ๆ กันออกไป บันไดเสียงเหล่านี้จึงมีการใช้ในการสร้างสรรค์ดนตรีเฉพาะตามกรณี

 

            จากโมดนี้เองชนชาติกรีกได้พัฒนาหลักการของอีธอส (Doctrine of ethos) ซึ่งเป็นความเชื่อในเรื่องของพลังแห่งสัจธรรมของดนตรีโดยกล่าวไว้ว่าพลังของดนตรีมีผลเกี่ยวเนื่องกับการแสดงออกถึงความชื่นชอบหรือความขัดแย้งกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ดนตรีเกี่ยวข้องกับความดีและความชั่วร้ายโดยทั่วไปโมดสามารถจัดได้เป็นสองจำพวกคือ โมดที่สื่อถึงความเงียบสงบ มีระเบียบ ใช้กับพิธีกรรมของเทพเจ้าอพอลโลและโมดที่สื่อถึงความป่าเถื่อนอึกทึกครึกโครมใช้กับพิธีกรรมของเทพเจ้าไดโอนีซัส ผลสะท้อนของแนวคิดที่กล่าวถึงนี้ทำให้ดนตรีของกรีกมีทั้งการแสดงออกถึงความซับซ้อนของท่วงทำนองจากการบรรเลงของเครื่องดนตรีล้วน ๆ ในการแสดงเพื่อการแข่งขันหรือในงานฉลองต่าง ๆ และดนตรีที่แสดงออกถึงรูปแบบที่มีมาตรฐานซึ่งสัมพันธ์กับการบรรยายเรื่องราวตำนานของวีรบุรุษและการศึกษาสำหรับพวกสังคมชั้นสูงที่เต็มไปด้วยปรัชญาอันลึกซึ้งในหนังสือ Poetics นั้น อริสโตเติล (Aristotle) ได้อธิบายว่าดนตรีมีอำนาจเหนือจิตใจมนุษย์อย่างไรบ้าง เขากล่าวว่าดนตรีเลียนแบบอารมณ์ต่าง ๆ ของมนุษย์ ฉะนั้นเมื่อมนุษย์ได้ยินดนตรีซึ่งเลียนแบบอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ก็จะเกิดมีความรู้สึกคล้อยตามไปด้วยทฤษฎีดนตรีกรีกของ Aristoxenus กลายเป็นพื้นฐานสำคัญของทฤษฎีดนตรีในปัจจุบันโดยได้เสนอผลงานระบบเสียงที่เรียกว่า เตตราคอร์ด (Tetrachord) 3 ชนิด คือ Diatonic, Chromatic, และ Enharmonic โดยเสียงที่อยู่ภายในคู่ 4 เพอร์เฟคจะถูกเรียกว่า Shade ดังตัวอย่าง

 

         ถ้าได้ยินดนตรีที่กระตุ้นอารมณ์ที่ทำให้จิตใจต่ำบ่อย ๆ เข้าก็ทำให้เขาพลอยมีจิตใจต่ำไปด้วยตรงกันข้ามถ้ามีโอกาสได้ฟังดนตรีที่ช่วยยกระดับจิตใจก็จะทำให้ผู้นั้นเป็นคนที่มีจิตใจสูง ดังนั้น เปลโตและอริสโตเติล มีความคิดเห็นตรงกันในข้อที่ว่าหลักสูตรการศึกษาควรประกอบด้วยวิชากีฬาและดนตรีที่ถูกต้อง เพื่อเป็นการฝึกทั้งร่างกายและจิตใจ เปลโตสอนว่า ?การเรียนดนตรีอย่างเดียวทำให้อ่อนแอและเป็นคนมีปัญหา การเรียนกีฬาอย่างเดียวทำให้เป็นคนที่อารมณ์ก้าวร้าวและไม่ฉลาด? ยิ่งกว่านั้นเปลโตยังได้กำหนดไว้ว่า ?ดนตรีที่เหมาะสมสำหรับการศึกษาไม่ควรมีลีลาที่ทำให้อารมณ์อ่อนไหวควรใช้ทำนองที่มีลีลาดอเรียน(Dorian)และฟรีเจียน (Phrygian)

          บันไดเสียงทั้งสองข้างต้นทำให้เกิดอารมณ์กล้าหาญและสุภาพเรียบร้อย เปลโตเชื่อว่าดนตรีมีอำนาจในการที่จะเปลี่ยนนิสัยของมนุษย์จนกระทั่งในบางกรณีสามารถรักษาโรคให้หายได้นี่คือทฤษฎีอีธอส (Ethos) ของดนตรี เปลโตยังเคยกล่าวไว้ว่า ?จะให้ใครเป็นผู้เขียนกฎหมายก็แล้วแต่ ขอให้ข้าพเจ้าได้เป็นผู้แต่งเพลงประจำชาติก็แล้วกัน? นี่หมายถึงว่า กฎหมายเพียงแต่กำหนดขอบเขตความประพฤติของคนจากภายนอก แต่อีธอสของดนตรีสามารถเข้าถึงจิตใจมนุษย์ และคุมนิสัยจากภายในได้จากการศึกษาหลักฐานต่าง ๆ สรุปได้ว่าดนตรีกรีกน่าจะเป็นดนตรีเน้นเสียงแนวเดียว (Monophonic music) กล่าวคือเน้นเฉพาะแนวทำนองโดยไม่มีแนวประสานเสียงทำให้โครงสร้างของทำนองมีความสลับซับซ้อน ระยะขั้นคู่เสียงที่ใช้จะห่างกันน้อยกว่าครึ่งเสียง ได้ซึ่งเป็นลักษณะที่เรียกว่าไมโครโทน (Microtones) ดนตรีกรีกมีหลายรูปแบบ นับตั้งแต่ดนตรีที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีล้วน ๆ ไม่มีการร้องไปจนถึงการร้องบทกวีแต่รูปแบบที่นับว่าสำคัญได้แก่ การร้องหมู่ ซึ่งพบได้ในละครของกรีก ในระยะแรกการร้องหมู่ใช้ในการสรรเสริญพระเจ้าและวีรบุรุษซึ่งมักมีการเต้นรำประกอบเพลงร้องด้วย

เครื่องดนตรีสมัยกรีก

ขอขอบคุณท่าน ผศ.คมสันต์  วงค์วรรณ ที่อนุเคราะห์ ข้อมูล

http://musiclib.psu.ac.th/data/western-musuc/Chapter4/Chap4-1.htm

Share |
  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • Twitter
  • RSS